myfavorite

2005/Sep/12

๒๑

ใน ตอนนี้เองที่เจ้าสุนัขป่าในทะเลทรายปรากฏตัว
"สวัสดี" สุนัขป่าทัก
"สวัสดี" เจ้าชายน้อยทักตอบอย่างสุภาพ พลางหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไรเลย
"ฉันอยู่ที่นี่" เสียงหนึ่งกล่าวใต้ต้นแอปเปิล.
"เธอคือใคร?" เจ้าชายน้อยถาม "เธอสวยจัง"
"ฉันคือสุนัขป่า"

"มาเล่นกับฉันซิ" เจ้าชายน้อยชักชวน "ฉันกำลังเศร้าใจมาก"
"ฉันเล่นกับเธอไม่ได้หรอก ฉันยังไม่ถูกทำให้เชื่อง" สุนัขป่าตอบ
"อาขอโทษ" เจ้าชายน้อยพูด แต่หลังจากคิดตริตรองอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็กล่าวต่อไปว่า
"ทำให้เชื่องหมายความว่ากระไรนะ?"
"เธอไม่ใช่คนที่นี่ เธอหาอะไรหรือ?" เขาถาม
"ฉันหาพวกคน" เจ้าชายน้อยตอบ "ทำให้เชื่องแปลว่าอะไรนะ?"
"พวกคนน่ะรึ" สุนัขป่ากล่าว "เขามีปืนและเขาล่าสัตว์ น่ารำคาญจะตาย พวกเขาเลี้ยงไก่ด้วย ก็มีดีเพียงอย่างเดียวนี่แหละ เธอกำลังหาไก่รึเปล่า?"
"เปล่า ฉันกำลังหาเพื่อน ทำให้เชื่องแปลว่าอะไร?"
"เป็นสิ่งซึ่งมักถูกลืม" สุนัขป่ากล่าว "มันคือการสร้างความสัมพันธ์"
"ความสัมพันธ์ ?"

"แน่นอน"สุนัขป่ากล่าว
"สำหรับฉันเธอเป็นเพียงเด็กผู้ชายเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งเหมือน ๆ กับเด็กชายคนอื่น ๆ อีกหมื่นคน ฉันไม่ต้องการเธอ และเธอก็ไม่ต้องการฉันเช่นเดียวกัน ฉันก็เป็นเพียงสุนัขป่าธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งเหมือนสุนัขป่าอื่น ๆ หมื่นตัว แต่ทว่าถ้าเมื่อใดเธอคุ้นเคยใกล้ชิดกับฉัน เมื่อนั้นเราก็ต่างต้องการซึ่งกันและกัน เธอก็จะเป็นเด็กคนเดียวในโลกสำหรับฉัน และฉันก็จะเป็นสุนัขป่าตัวเดียวในโลกสำหรับเธอด้วย"

"ฉันเริ่มจะเข้าใจละ" เจ้าชายน้อยกล่าว
"มีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่งฉันคิดว่าเธอได้สร้างความสัมพันธ์กับฉัน"
"ก็อาจเป็นไปได้ เราอาจมองดูโลกได้ต่าง ๆ กันไป"
"โอไม่ใช่บนโลกนี้หรอก" เจ้าชายน้อยตอบ สุนัขป่ามีท่าทีแยบยล
"บนดาวดวงอื่นรึ?"
"ใช่"
"มีนักล่าสัตว์ไหมบนดาวดวงนั้น?"

"ไม่มี"



"ไม่มีอะไรที่ดีพร้อมเลย" สุนัขป่าถอนใจแต่เขาก็ยังย้อนมาความคิดเดิม "ชีวิตของฉันแสนจะน่าเบื่อหน่าย ฉันล่าไก่ มนุษย์ก็ตามล่าฉันอีกที ไก่ทุก ๆ ตัวก็เหมือน ๆ กันหมด และมนุษย์ทุกคนก็เหมือน ๆ กันอีก ฉันออกจะเบื่อ ๆ อยู่ แต่ว่าถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง ชีวิตของฉันก็จะสดใสขึ้น ฉันจะเรียนรู้จักฝีเท้าซึ่งผิดจากเสียงอื่นทั้งสิ้น เสียงฝีเท้าอื่นจะทำให้ฉันหลบหนีไปใต้ดิน แต่ฝีเท้าของเธอจะเรียกฉันให้ออกมาจากโพรงดิน เช่นเดียวกับเสียงดนตรี
และดูนั่นซิ เธอเห็นไหม ที่นั่นทุ่งนาข้าวสาลี ฉันไม่กินขนมปังหรอก ข้าวสาลีหามีประโยชน์ต่อฉันไม่ นาข้าวสาลีจึงมิได้ทำให้ฉันหวนระลึกถึงสิ่งใดเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่เธอก็มีผมสีทอง ฉะนั้นถ้าเธอจะก่อความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง ก็จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง ข้าวสาลีสีเหลืองอร่ามทำให้นึกถึงเธอ และฉันชอบฟังเสียงลมพัดต้นข้าว"
สุนัขป่านิ่งไปและมองดูเจ้าชายน้อยเป็นเวลานาน

"ได้โปรดเถิดจงทำให้ฉันเชื่อง" เขากล่าว
"ฉันอยากจะทำเช่นนั้น" เจ้าชายน้อยตอบ "แต่ฉันไม่มีเวลามาก ฉันมีเพื่อนมากมายที่จะต้องไปค้นหา และสิ่งต่าง ๆ มากมายที่จะต้องเรียนรู้อีก"
"เราจะรู้จักแต่ละสิ่งซึ่งเรามีความสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น" สุนัขป่ากล่าว "มนุษย์เขาไม่มีเวลาที่จะรู้จักสิ่งไดทั้งสิ้น เขาซื้อของสำเร็จรูปจากพ่อค้า แต่เนื่องจากพ่อค้าขายเพื่อนยังไม่มีปรากฏ มนุษย์จึงยังไม่มีเพื่อน ถ้าเธอต้องการเพื่อน เธอจึงหัดให้ฉันเชื่องซิ"
"ต้องทำอย่างไรเล่า" เจ้าชายน้อยถาม
"เธอจะต้องมีความอดทน" สุนัขป่าตอบ "เธอจะต้องนั่งห่างจากฉันหน่อยในตอนแรก อย่างนั้นแหละ นั่งบนหญ้า ฉันจะชายตามองดูเธอ และเธอก็อย่าพูดอะไรเลยนะ เพราะ ภาษาคือที่มาของความเข้าใจผิด แล้วเธอก็เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ฉันมากขึ้นทุกวัน"

วันรุ่งขึ้นเจ้าชายน้อยก็กลับมาอีก
"เธอควรจะมาในเวลาเดียวกันเสมอ" สุนัขป่ากล่าว "เป็นต้นว่า ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมงฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว ยิ่งเวลาล่วงไปฉันก็เป็นสุขมากขึ้น พอสี่โมงฉันก็จะรู้สึกตื่นเต้นและกระวนกระวาย ฉันจะรู้จักคุณค่าของความสุข.แต่ถ้าเธอมาไม่เป็นเวลา ฉันจะไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไรฉันควรจะเตรียมใจของฉันไว้พิธีรีตองก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน"

"พิธีรีตองอะไร?" เจ้าชายน้อยถาม
"คือสิ่งที่เรามักจะลืมเสียเช่นเดียวกัน" สุนัขป่ากล่าว"มันเป็นสิ่งซึ่งทำให้วันหนึ่งมีความหมายต่างจากวันอื่น ๆ เวลาหนึ่ง มีความหมายเป็นพิเศษจากเวลาอื่น ๆ เป็นต้นว่า พวกนายพรานก็มีพิธีรีตอง เขาจะเต้นรำในวันพฤหัสกับพวกสาว ๆ ในหมู่บ้าน ดังนั้นวันพฤหัสจึงเป็นวันที่พิเศษที่สุด ฉันจะพาไปเที่ยวเล่นจนถึงไร่องุ่น แต่ถ้าหากพวกนายพรานเต้นรำไม่เป็นเวลา ทุกวันก็เหมือนกันหมด ฉันก็จะไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย"


ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายน้อยก็ได้หัดสุนัขป่าจนเชื่อง และเมื่อเวลาจากกันใกล้เข้ามา
"อาฉันจะร้องไห้" สุนัขป่ากล่าว
"เป็นความผิดของฉันน่ะเอง ฉันไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เธอเองอยากให้ฉันหัดให้เชื่อง"
"ใช่แล้ว" สุนัขป่ากล่าว
"แต่แล้วเธอกลับจะร้องไห้" เจ้าชายน้อยติง
"แน่ละ"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้อะไรเลย"

"ฉันได้ซิ" สุนัขป่ากล่าว "ก็สีของข้าวสาลีไงล่ะ" แล้วเขากล่าวต่อไปว่า "จงกลับไปดูกุหลาบเหล่านั้น เธอจะเข้าใจในที่สุดว่า ดอกกุหลาบของเธอมีอยู่ดอกเดียวในโลก แล้วเธอกลับมาร่ำลาฉัน ฉันจะบอกความลับอย่างหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญแก่เธอ"

เจ้าชายน้อยกลับไปดูหมู่กุหลาบ
"เธอช่างไม่เหมือนดอกกุหลาบของฉันเลย เธอยังไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครมาสร้างความสัมพันธ์กับเธอ และเธอยังไม่เป็นของใคร เธอเป็นเหมือนสุนัขป่าของฉันในตอนแรก ซึ่งเหมือน ๆ กับสุนัขป่าอื่น ๆ หมื่นตัว แต่ฉันเป็นเพื่อนกับเขา เขาจึงกลายเป็นสุนัขป่าตัวเดียวในโลกสำหรับฉัน"

ฝ่ายหมู่กุหลาบดูรู้สึกอึดอัดใจ
"เธอสวยอยู่หรอก แต่เธอไม่มีความหมายเลย"
เจ้าชายน้อยกล่าวสืบไปกับหมู่ดอกกุหลาบนั้น "ไม่มีใครยอมตายเพื่อเธอหรอก แต่สำหรับดอกกุหลาบของฉัน แน่ล่ะ คนผ่านไปมาตามธรรมดาก็คิดว่าดอกกุหลาบนั้น เหมือน ๆ กับพวกเธอ แต่ว่า ดอกกุหลาบดอกเดียวนั้นมีความสำคัญกว่าเธอทั้งหมด เพราะเป็นดอกกุหลาบซึ่งฉันได้รดน้ำ เพราะว่าฉันได้ถนอมไว้ในฝาครอบ และเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน ฉันจึงได้หาฉากมาบังลม ฉันได้ฆ่าตัวหนอน (ยกเว้นบางตัวซึ่งฉันปล่อยให้เป็นผีเสื้อ) ฉันจึงทนฟังเขาบ่น ฟังเขาโอ้อวด แม้กระทั่งฟังเขานิ่งเงียบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน"

แล้วเขากลับมาหาสุนัขป่า
"ลาก่อนนะ" เขากล่าว
"ลาก่อน" สุนัขป่าตอบ "นี่คือความลับของฉันมันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา "
"สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา" เจ้าชายน้อยพูดตามเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ
"เวลาที่เธอเสียไปให้กับดอกกุหลาบของเธอ ทำให้ดอกกุหลาบนั้นมีค่ามากขึ้น"
"เวลาที่ฉันเสียไปกับดอกกุหลาบของฉัน." เจ้าชายน้อยว่าตามเพื่อจดจำไว้
"มนุษย์ลืมความจริงข้อนี้ "สุนัขป่ากล่าว "แต่เธอต้องไม่ลืมมัน เธอจะต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย เธอต้องรับผิดชอบดอกกุหลาบของเธอ."
"ฉันต้องรับผิดชอบต่อดอกกุหลาบของฉัน.." เจ้าชายน้อยกล่าวซ้ำเพื่อให้หวนระลึกได้

source : http://olddreamz.com/bookshelf/prince/littleprince.html

2005/Sep/12


เมื่อ ตอนฉันอายุได้ ๖ ขวบ ฉันได้เห็นรูปภาพจับใจรูปหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับป่าดงดิบชื่อว่า "ประวัติชีวิตธรรมชาติ" รูปนั้นเป็นรูปงูเหลือมกำลังกลืนสัตว์ป่า นี่คือรูปลอกของภาพนั้น

ในหนังสือเขาบรรยายไว้ว่า "งูเหลือมกลืนเหยื่อของมันเข้าไปทั้งหมดโดยไม่เคี้ยวเลย ถัดจากนั้น มันก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และนอนย่อยอาหารอยู่ตลอดเวลา ๖ เดือน" ฉันติดใจเรื่องการผจญภัยในป่าทึบมาก จึงได้หัดวาดภาพด้วยดินสอสีจนสำเร็จ นี่คือรูปภาพรูปแรกของฉัน

ฉันอวดผลงานชิ้นเยี่ยมนี้แก่ผู้ใหญ่ และถามเขาว่ารูปของฉันทำให้เขากลัวไหม พวกเขาก็ตอบว่า "ทำไมหมวกทำให้คนกลัวเล่า" รูปภาพของฉันไม่ได้เป็นรูปหมวก แต่เป็นรูปงูเหลือมที่กำลังนอนย่อยช้างที่มันกลืนเข้าไป ฉันจึงต้องวาดรูปภายในงูเหลือมเพื่อให้พวกผู้ใหญ่เข้าใจ เพราะพวกนี้ต้องการคำอธิบายเสมอ รูปวาดที่ ๒ ของฉันจึงเป็นดังนี้

พวกผู้ใหญ่ได้แนะนำว่าฉันควรจะเลิกยุ่งกับการวาดภาพงูเหลือมชนิดที่เห็นด้านนอกหรือด้านในเสีย และหันมาสนใจเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และไวยากรณ์แทน ดังนั้น ฉันจึงได้ละทิ้งอาชีพวาดภาพอันสูงส่งนี้เสียตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ เพราะว่าฉันรู้สึกหมดกำลังใจที่ภาพวาดรูปแรกและรูปที่สองไม่ได้รับผลสำเร็จ พวกผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่งที่พวกเราเด็กๆ จะต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นฉันจึงได้เลือกอาชีพใหม่ ฉันหัดขับเครื่องบิน ฉันบินไปเกือบจะทั่วโลก และภูมิศาสตร์ก็ช่วยฉันมากทีเดียว ฉันสามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือประเทศจีนไม่ใช่แอริโซนา วิชานี้จึงเป็นประโยชน์มากถ้าเราหลงทางในเวลากลางคืน
ตลอดชีวิตของฉัน ฉันต้องติดต่อกับคนเป็นจำนวนมาก เป็นคนที่เอาจริงเอาจังทั้งนั้น ฉันอาศัยอยู่ในบ้านกับพวกผู้ใหญ่ ฉันได้ศึกษาคนพวกนี้อย่างใกล้ชิด แต่มัน็้มิได้ช่วยให้ฉันมีความเห็นต่อคนพวกนี้ในด้านที่ดีขึ้นเลย

เมื่อฉันพบใครสักคนที่ฉันเห็นว่าพอมีแววจะฉลาดหลักแหลมฉันก็ทดสอบเขาด้วยการให้ดูรูปวาดรูปที่หนึ่งซึ่งฉันยังคงเก็บรักษาไว้ ฉันอยากทราบว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ดีหรือไม่ แต่ทุกครั้งคนเหล่านั้นจะพูดว่า "นี่คือหมวก" เมื่อเป็นอย่างนั้นฉันจึงไม่ยอมพูดถึงงูเหลือม ป่าดงดิบ หรือดวงดาวกับเขาให้เสียเวลาเลย ฉันจะปล่อยเขาไปตามวิถีทางของเขาฉันจะพูดกับเขาเรื่องไพ่บริดจ์ เรื่องกอล์ฟ เรื่องการเมืองและเรื่องเนคไท และพวกผู้ใหญ่เหล่านั้นก็จะยินดีที่ได้รู้จักกับคนที่พูดจาได้เรื่องราวคนหนึ่ง

source : http://olddreamz.com/bookshelf/prince/littleprince.html