mydiary

2005/Sep/23

วันนี้มันเป็นยังไงกัน เจอคนกวนประสาทตั้งแต่เช้า
ทั้งที่ออกจากบ้านมาด้วยอารมณ์ดีปกติแล้วแท้ๆ
มาถึง office แต่เช้าเพราะเด้งออกจากบ้านหกโมงครึ่ง
ฝนที่ตกหนักๆ เมื่อวานทำให้ความกลัวขึ้นสมอง
ถ้าออกจากบ้านช้าหรือแม้แต่เวลาปกติ
อาจเจอรถติดเป็นการผลาญน้ำมันโดยใช่เหตุ
เพิ่งเติมไปเมื่อวานห้าร้อยด้วย

พูดถึงฝนตกแล้วยังหวาดเสียวไม่หาย
เมื่อค่ำวานฝนตกกระหน่ำตอนออกจาก office พอดี
ตกชนิดที่ว่ามองทางไม่เห็น แรงทั้งลมทั้งฝน
ค่อยๆ คลานตามคันหน้าไป ถ้ารถติดอาจดีกว่านี้
เพราะถึงถนนโล่งก็ขับเร็วไม่ได้ อันตรายสุดๆ
ขับๆ ไปฟ้าก็แล่บแว่บๆ น่ากลัวมากก


ฮืออ..ต้องค่อยๆ ขับ ตาก็เพ่งมองคันหน้าไปด้วย
กว่าจะมาถึงบ้านได้ หายใจไม่ทั่วท้อง


ก่อนออกจาก office ก็โทรบอกข่าวเธอ
เตือนว่าฝนจะตกแล้ว (ทำเหมือนอยู่ใกล้กัน)
พอใกล้ถึงบ้านก็โทรเช็คอีกที เธอว่าจะถึงแล้วเหมือนกัน
ก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง

ส่วนเมื่อคืน ด้วยความที่อากาศไม่ดีหรือไงไม่รู้
สัญญาณ pct ถึงได้ห่วยที่สุด คุยไม่รู้เรื่อง
โทรกลับไปมาอยู่สามสี่รอบเพราะสายหลุด
ในที่สุดเธอก็เริ่มหงุดหงิด ฉันเลยรีบวางดีกว่า
จริงๆ ไม่มีอะไรจะคุยด้วยแหล่ะ

ส่วนเช้านี้ ฉันมาถึง office ฝนก็เริ่มลงเม็ดอีก
โทรปลุกเธอเวลาเดิมแล้วก็ถามๆ อะไรนิดหน่อย
คุยกันเรื่องข่าวหน่อยนึง (ปกติจะแค่ปลุก)
และแล้ว..เธอก็เริ่มกวนประสาท
เริ่มพูดอะไรแบบที่ทำให้ฉันเซ็งได้แต่เช้า

แต่ฉันไม่อยากถือสาคนเพิ่งตื่น งัวเงียๆ
ก็เลยตัดบทบอกให้เธอรีบไปอาบน้ำ
ไม่รู้ว่าเธอรู้หรือเปล่าว่าฉันกำลังจะหน้าบูด
เพราะเธอถามฉันต่อว่า.."กี่โมงแล้วหมวย"
ซึ่งปกติไม่เคยถามหรอก ปลุกแล้วก็แล้วกัน
ฉันก็ตอบไป พยายามทำอารมณ์ให้ปกติ

เหอๆ -"-

วางสายแล้วก็เดินออกไปหาอะไรกิน
ได้แซนวิสทูน่า-แฮมมาสองชิ้นกับน้ำเต้าหู้
กลางวันนี้จะได้กินอะไรมีประโยชน์ขึ้นมาหน่อย
หลังจากพึ่งมาม่าต้มยำกุ้งมาสองวันซ้อน
เหตุเพราะเศรษฐกิจไม่ดีต้องรัดเข็มขัดแน่นหน่อย

><

กลับมา office พร้อมกับฝนที่ตกแรงขึ้น
แล้วก็เจอคนกวนประสาทเป็นคนที่สอง
อืมนะ..ถามดีๆ ทำไมต้องตอบอะไรแบบด้วย (ว่ะ)
ไม่อยากเล่า detail มันดูไร้สาระเกินไป
เพียงแต่ที่ฉันเซ็งเพราะเบื่อนิสัยคน
ไม่เข้าใจว่าโดยพื้นฐานการใช้ชีวิตทั่วไปในสังคมเนี่ย
มันต้องยึดหลักการใด ระหว่างคิดก่อนพูด
หรือมีปากก็พูดไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ฉันว่าในสังคม (ซึ่งฉันอาศัยในสังคมที่ยังแคบอยู่)
คนประเภทนี้น่าจะมีอยู่เยอะหรือที่แย่กว่านี้ก็ต้องมี
เพียงแต่ฉันยังไม่ค่อยเจอคนที่เลวร้ายมากๆ
ก็เลยออกจะมองโลกและพยายามมองคนอื่นในแง่ดีๆ
ถึงอย่างนั้น..แม้จะรับรู้แค่เพียงผิวเผิน
แต่ฉันก็เบื่อการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากในสังคม
เบื่อการนินทาว่าร้ายลับหลัง เบื่อคนที่ดีแต่พูด
เบื่อสถานการณ์หน้าไหว้หลังหลอก เบื่อ ฯลฯ
สรุปคือ เบื่อ ที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้

ฉะนั้น ชีวิตที่ฉันเลือกให้เป็นไปอย่างไม่รู้ตัว
เลยออกจะปลีกวิเวกอยู่ค่อนข้างเยอะ
ทำงานก็ทำงานเดี่ยวๆ กินข้าวก็คนเดียว บางทีไม่กินซะงั้น
ชีวิตโดยรวมเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนไม่มาก
แต่คนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันก็มีคุณภาพมากพอ
ฉันไม่เห็นประโยชน์อะไรกับการเข้าไปเฉียดใกล้คนแย่ๆ
ไม่อยากเอาสมองไปหาเหตุผลของการเป็นคนอย่างนั้น
มันน่าเบื่อและไร้สาระเอามากๆ

วุ้ย..พูดแล้วก็เซ็ง

ว่าแล้วก็เอาเวลาไปจัดโต๊ะรกๆ ของนายดีกว่า
ใช้เวลาไปร่วมชั่วโมง สะอาดและมีที่ว่างเพิ่มขึ้นเยอะ
ได้ pocket book เกี่ยวกับ ceo และเศรษฐกิจมาสองเล่ม
อ่านอะไรที่หลากหลายบ้างก็ดีเหมือนกัน
โลกทัศน์แคบๆ จะได้กว้างไกลขึ้นบ้าง

ถึงตอนนี้ฉันเลิกคิดถึงเรื่องเมื่อเช้าไปหมดแล้ว
ฉันรู้..เธอคงไม่ตั้งใจพูดจากวนประสาทฉันหรอก
เป็นฉันเองที่ต้องพิจารณาว่าพูดอะไรเป็นสื่อหรือเปล่า
ถึงทำให้เกิดเหตุการณ์อย่างเมื่อเช้าได้

อันที่จริง ไอ้นิสัยปากเสียเนี่ย
มันก็เป็นนิสัยbasic ของเธออยู่แล้ว
ไม่สมควรเก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอก
และเธอเองก็คงไม่ฉุกใจคิดได้เหมือนกัน

ไม่ซีเรียสหรอกนะ
ขำๆ ไปแล้วกัน

^^""

2005/Sep/21


ฟ้ามืดมาอีกแล้ว
อะไรกันเนี่ย จะไม่ให้เห็นฟ้าสวยใสเลยหรือไง
อ้อ..ลืมไปว่านี่มันฤดูฝนนิหน่า
จะตกก็ตกนะ แต่ตอนฉันไปเที่ยวทะเล
ขอให้ท้องฟ้าสวยๆ แล้วกัน

^^""

พูดเรื่องไปเที่ยวแล้วเคือง
คืนก่อน (และเมื่อคืน) ฉันถามเธอเรื่องนี้
เธอก็บอกเหมือนเดิมคือ "ไว้ใกล้ๆ ค่อยว่ากัน"
ได้ยินประโยคนี้บ่อยๆ ฉันก็เริ่มเซ็ง
บ่นๆ เธอไปหน่อยว่าทำไมชอบขัดใจ

ส่วนเมื่อคืน ด้วยความที่ควบคุมอาการวีนไม่ได้
ฉันเลยใส่เธอแบบไม่อยากยั้ง (ปาก)
บอกเธอว่า..ถ้าไม่อยากไปหรือไปด้วยกันแล้วลำบากมาก
ก็ไม่ต้องไป ไม่ต้องพูดให้ได้ยินอีกว่า "ค่อยว่ากัน"
เธอก็ได้แต่ "อือ อือ" แล้วก็หัวเราะแห่ะๆ

ฉันก็ไม่ได้อยากวีนหรอก
แต่ไม่รู้อ่ะ..อยากทำให้อารมณ์เสียทำไม
อุตสาห์ตั้งใจจะทำตัวดีๆ เรียบร้อยๆ แล้ว
มีแอบวีนอีกว่า.."อย่าให้บ้ามากกว่านี้นะ"
ฟังแล้วดูอันตรายจัง จริงๆ แล้วไม่มีหรอก
บ้าแค่นี้ก็เต็มที่ของฉันแล้ว

ตกลงแล้ว..เธอบอกว่ายังไม่สรุปสถานที่ได้ไหม
เพราะเธอไม่อยากไปเกาะเสม็ด คาดว่าขี้เกียจนั่งเรือ
แต่ฟาร์มโชคชัยที่เธอเสนอมา ฉันก็ไม่ไปเหมือนกัน
ถามเธอว่ามีแต่กิจกรรมไฮโซให้ทำอ่ะนะจะไปเหรอ
เจอไม้นี้เธอเลยตัดสินใจได้ว่า "ไม่ไป"
ดีมาก..อย่าขัดใจ เข้าใจไหม

ตกลงว่าเกาะเสม็ดคงไม่เอา
แต่จะเป็นที่ไหน ยังไงก็ยึดวันเดิม
คือปลายๆ เดือนพฤศจิกา ไปสองวันหนึ่งคืน
ที่ต้องเป็นวันนั้นเพราะตรงกับวันครบรอบคบกันหนึ่งปี
ว่าจะทำโรแมนติก แต่สงสัยจะโรแมนติกไม่ขึ้น
อาจได้ต่อยตีกันแทน

><






เฮ้อ..ผู้ชายคนนี้
ชอบทำให้ฉันหลุด concept สาวเรียบร้อยอยู่เรื่อย

-"-

2005/Sep/19

วิธีคิดให้ชีวิตเป็นสุข

เพียงยอมรับว่า เรายังไม่มีในสิ่งที่อยากมีบางอย่าง...ก็แค่นั้นเอง
และทุกคนก็มีความอยากมีในสิ่งที่ไม่มีกันทั้งนั้น
ทุกคนมีความขาด อยากได้ในสิ่งที่ยังไม่ได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าไปคิดซ้ำๆ หรือไปมีความคาดหวังว่าจะต้องมีให้ได้
ถ้าไม่ได้ฉันไม่ยอมหรือทนไม่ได้ ก็จะทุกข์มาก
เพราะ
จะยอมรับไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งนั้น
ทำให้สิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่ในชีวิตหมดค่า หมดความหมายไป

บางส่วนจากหนังสือ วิธีคิดให้ชีวิตเป็นสุข
โดย ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ พิมพ์ครั้งแรก (สิงหาคม 2548)




ขึ้นต้นเหมือนว่าฉันกำลังไม่มีความสุข
เลยต้องหาบทความดีๆ สักบทมาอ่านเพื่อเปลี่ยนมุมมอง
จริงๆ แล้วก็ไม่ถึงขนาดนั้น..
เพียงแต่อ่านเจอบทความนี้แล้วรู้สึกว่าโอเค
เอามาใช้ในชีวิตตัวเองก็น่าจะดีมีประโยชน์

เมื่อคืนปวดหัว กินพาราโดยโอ๊กไม่ต้องบอก
ความจริง วันหยุดวันครึ่งของฉันก็ได้พักผ่อนเยอะอยู่
วันเสาร์ก็นอนตั้งแต่สามทุ่ม โอ๊กยังอยู่ปราณบุรี
วันเสาร์กลางวันฉันโทรหาตอนหลังเที่ยง
โอ๊กบอกว่าคืนวันศุกร์กว่าจะได้นอนก็เจ็ดโมงเช้า
เนื่องจากเต้นท์นอนของรุ่นพี่ยุงเยอะมาก นอนไม่ได้
ต้องรอเช้าถึงเข้าไปนอนในห้องที่รุ่นน้องนอน

จริงๆ โอ๊กบอกว่าอาจจะกลับวันเสาร์เลย
แต่ตอนค่ำๆ โทรไป เธอยังอยู่ที่นั่นก็แปลว่ากลับวันอาทิตย์
สามทุ่มก่อนนอนโทรไปอีกที เธอก็เล่าๆ ให้ฟัง
ดูเหมือนว่าจะลำบากพอสมควร นอนไม่ได้นอน
กินก็ต้องรอนาน อาหารก็ทำช้ามากๆ
ที่พักก็ห่างไกลความเจริญเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว
เธอไม่ได้บ่นตรงๆ หรอก แต่ฉันพอรู้ว่าเธอคงเซ็งบ้าง

วันอาทิตย์ ฉันพอมีเวลานอนอ่านนั่นนี่ไปตามเรื่อง
ถือเป็นช่วงเวลาที่สบายใจ รู้สึกดีมาก
เที่ยงกว่าโทรหาเธอ เธอบอกว่าถึงเพชรบุรีแล้ว
เธอว่าเย็นนี้มีบอลต้องรีบกลับมาดู
^^""

เย็นๆ ฉันเริ่มปวดหัว ตั้งใจจะรีบเข้านอน
แต่ก็โทรหาเธอก่อน เปรยกับเธอว่าอยากทำธุรกิจ
(เป็นอาการที่ติดมาจากการอ่านเมื่อบ่าย)
จริงๆ ฉันไม่รู้หรอกว่าจะทำอะไร
เธอบอกว่าต้องอยู่ที่เงินทุนและความถนัด
ก็ใช่..ฉันรู้ว่าตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้หรอก
ไม่พร้อมสักอย่าง ทั้งเงินทุนและความถนัด

เธอบอกว่าตอนนี้อย่าเพิ่งห้าว
ในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้เอาแค่ประคองตัวเองไปก่อน
ฉันถนัดเรื่องไหนก็ให้ทำอย่างนั้นไป
เช่นว่า ฉันแปลหนังสือพอได้ก็หางานแปลทำพลางๆ
พอมีทุนค่อยคิดขยับขยายทำธุรกิจเพื่อสนองความอยาก

อืม..ฉันรู้แล้วล่ะ
ฉันชวนเธอคุยซีเรียสไปเปล่า??

จริงๆ สารภาพว่าค่อนข้างซีเรียสและเครียดเล็กน้อย
เพราะก่อนจะโทรหาเธอ ฉันคิดเรื่องเครียดๆอยู่
เธอถามก่อนวางสายว่า..ทำไมถึงคิดเรื่องทำธุรกิจ
ฉันก็เลยตอบไปถึงสาเหตุที่ทำให้เครียด

แต่ฉันเห็นเธอเหมือนจะไม่สบายใจไปด้วยก็รู้สึกไม่ดี
วางสายไปแล้วเลยโทรกลับไปอีกรอบ
บอกเธอว่า..ไม่ต้องคิดมาก ฉันไม่เป็นไรหรอก
ถามเธอว่า..รู้สึกไม่ดีอะไรหรือเปล่า เธอบอกว่าไม่มีอะไร
แค่นั้นก็แยกย้ายกันไปนอน ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อยและอยากพัก
ฉันขอโทษถ้าทำให้เครียดก่อนนอน
ฉันไม่ตั้งใจทำให้เธอไม่สบายใจไปด้วยหรอกนะ
><




ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้
ฉันได้ยินเสียงเธออีกทีก็ตอนโทรไปปลุกเมื่อเช้า
หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้โทรหาอีก
ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว เรื่องเมื่อคืนทำให้เธอเครียดไหม
หรือว่าทำให้ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า

ส่วนฉัน..จะว่าไม่เครียดเลยก็ไม่ใช่
ตั้งแต่เช้าตื่นมาก็ยังปวดหัวอยู่นิดหน่อย
นั่งทำงาน (แบบว่างๆ) ด้วยอาการมึนๆ ไม่สบายเอาเลย
ในใจยังกังวลเรื่องเธออยู่บ้างทั้งที่ไม่อยากคิดอะไร
เพราะฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่คิดมาก
แต่บางครั้งมันก็อดไม่ได้ คิดไปเองโดยอัตโนมัติ






อารมณ์ตอนนี้ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่
อาการทางกายก็ปวดหัวเหมือนจะไม่สบาย
อากาศข้างนอกเหมือนฝนกำลังจะตกใหญ่
ท้องฟ้าไม่สดใสเหมือนสองวันก่อนแล้ว

แต่ในใจ..
ไม่อยากหม่นหมองไปตามท้องฟ้าเลย
ไม่อยากเลยจริงๆ